สด

•thep39e289e1828pm0709 19, 2007 • 2 ความคิดเห็น
ดูเหมือนเราจะเป็นคนขี้เกียจจริงๆ
ไม่ว่าจะพยายามเท่าไหร่ก็เขียนหนังสือสม่ำเสมอไม่ได้สักที
บางคนบอกว่าเขียนหนังสือต้องใช้อารมณ์  นักเขียนที่ยิ่งใหญ่หลายคนต่างก็ต้องอาศัยอารมณ์
โดยใช้ปัจจัยอื่นๆมาช่วยบิ้วท์  ทั้งบรรยากาศ  เหตุการณ์ที่พบเจอ  หรือการไปเสาะแสวงหาแรงบันดาลใจ
ซึ่งตอนเด็กๆเราก็หยิบเหตุผลนี้มาเป็นข้ออ้างตลอด  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาถูกครูบอกให้เขียนเรียงความในเวลาจำกัด
มาตอนนี้ก็ไม่ได้ว่าเปลี่ยนความคิดไปสิ้นเชิงหรอกนะ
อารมณ์มีส่วนสำคัญในการเขียนมาก 
อย่างตัวเราเองชอบเขียนหนังสือตอนกลางคืน  เงียบๆ  ตอนที่คนอื่นนอนหมดแล้ว
ไม่รู้ว่าอุปาทานไปเองรึเปล่า    แต่เขียนตอนกลางคืนทีไรรู้สึกว่ามันดีกว่ารีดออกมาตอนกลางวันอยู่บ่อยๆ
กลางคืนเหมือนเป็นช่วงเวลาที่เราตกตะกอน  ความคิดต่อเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในรอบวันมารวมตัวกันอย่างช้าๆ
แล้วค่อยๆนอนก้น  จนสามารถจะกลั่นเรื่องที่อยากจะเขียนมากที่สุดออกมาได้
เรื่องอุปกรณ์ในการเขียนนี่เหมือนกัน
และคิดว่าไม่ใช่แค่เราคนเดียวด้วยที่เป็น  เพราะเท่าที่รู้ก็มีนักเขียนหลายคนที่ต้องร่างต้นฉบับด้วยดินสอก่อน
เราเองก็เหมือนกัน  ได้จับดินสอทีไรรู้สึกมันลื่นไหลบอกไม่ถูก  รู้สึกว่ามันไม่ต้องเกร็ง  เขียนไปเลย  ยังไงก็ลบได้
ดินสอให้ความรู้สึกบ้านๆ แบบเป็นกันเองกับเรา
แต่เวลาใช้คอมพิวเตอร์  เราจะรู้สึกเป็นทางการขึ้นมาทันที 
 เวลาที่ใช้ในการคิดว่าจะเขียนอะไรดูจะมากกว่า  แถมบางครั้งก็ยังพิมพ์ไม่ทันใจตัวเองด้วย
งานเกือบทุกชิ้นของเราจึงต้องผ่านการร่างด้วยดินสอก่อนจึงจะกลายร่างเป็นตัวอักษรสวยงามบนหน้าจอ
ดังนั้นแต่ละชิ้นก็ใช้เวลานานกว่าการพิมพ์ด้วยคอมพิวเตอร์ไปเลยมากพอสมควร
และที่สำคัญมันช่างเป็นไลฟ์สไตล์ที่ไม่เหมาะกับการเขียนบล็อกเอาซะเลย
ถึงเราจะยอมรับว่าอารมณ์มีส่วนสำคัญแต่ก็ไม่ใช่ว่าหากขาดมันแล้วเราจะเขียนไม่ได้
เราเพิ่งค้นพบเมื่อไม่นานมานี้ว่าถ้าเราใส่ใจสิ่งรอบตัวและสะสมมันไว้มากๆ
ไม่ว่าจะด้วยการจด  หรือการจำ
ถึงเวลาเราจะมีเรื่องราวหลากหลายต่อแถวเรียงรายให้เขียน
โดยไม่ต้องมานั่งนึกแทบบ้า  หรือรอเวลาที่มีอารมณ์
เราลองจดเรื่องที่แวบผ่านเข้ามาในหัวที่เราอยากเขียนในแต่ละวันไว้
ตกกลางคืนก็เอามาดู  เจอเรื่องที่อยากเขียนตั้งมากมาย  ก็แค่เลือกเขียนเรื่องที่อยากเขียนที่สุดก่อน
นี่ก็เป็นอีกบทพิสูจน์ที่เราไม่ต้องนั่งสร้างอารมณ์ 
เพราะอารมณ์อยากเขียนเรื่องนี้มันเกิดไปแล้ว  และมีแต่จะหายไปถ้าไม่รีบเขียน
การค้นพบเล็กๆของเราครั้งนี้  ก็ทำให้เรายืนยันกับตัวเองได้ว่า
"จริงๆแล้วมันไม่มีข้ออ้างใดๆที่จะไม่เขียน"
อารมณ์เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดงานเขียนก็จริงแต่ก็ไม่ใช่ข้ออ้างที่จะผลัดวันเวลาที่จะลงมือเขียนออกไป
และอีกสิ่งที่เราค้นพบจากการเขียนครั้งนี้ก็คือว่า 
การกดแป้นตัวอักษรไปตามความคิดอย่างรวดเร็วโดยไม่ผ่านการจับดินสอร่างมาก่อน
ดูไปดูมาอีกที  ก็ได้ความสดดีไปอีกแบบเหมือนกัน

เป็นกะเทยทั้งทีต้องดีที่สุด

•thep38e199e5419pm0709 19, 2007 • 3 ความคิดเห็น

      คุณมีเพื่อนหรือคนรู้จักเป็นกะเทย  เกย์  ทอม  ดี้  หรือเพศที่สามทุกแขนงมั้ยคะ?

      เชื่อแน่ว่าร้อยทั้งร้อยคนที่ถูกถามคำถามนี้จะต้องพยักหน้าหงึกๆพลางนับนิ้วไล่เรียงรายชื่อคนรู้จักที่เข้าข่ายซึ่งบางทีแค่สิบนิ้วบนมืออาจจะยังไม่พอ!

 

      ทุกวันนี้ก็ยังไม่มีหลักฐานใดๆที่แน่ชัดอันจะช่วยสนุบสนุนเหตุผลในอัตราการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วของชาวรักร่วมเพศ  ต่างคนต่างมุมก็โทษกันไปหลายสาเหตุ  สภาพแวดล้อมเอย  ฮอร์โมนเอย  สื่อเอย  ต้องรับผิดไปตามๆกัน

      รับผิด!?!  ทั้งๆที่เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดเลยสักนิด

      ไหนใครพร่ำบอกว่าคนเรามีสิทธิเลือกทางเดินของตัวเองทุกอย่าง  แล้วทำไมเราถึงจะเลือกเพศให้ตัวเองด้วยไม่ได้

      ทำไมต้องเอาสรีระที่เราไม่ได้เลือก  ไม่ได้สร้าง  มากำหนดวิถีอื่นๆที่เหลือทั้งชีวิตของเราด้วย

      เคยดูข่าวผู้ชายแต่งงานกับผู้ชาย  ผู้หญิงแต่งงานกับผู้หญิงมั้ยคะ?

      เวลามีข่าวแบบนี้  ความเห็นที่เรามักพบเจอมักแบ่งออกเป็นสองฝ่าย

      ฝ่ายหนึ่งเห็นเป็นเรื่องตลก  เป็นของแปลก  เป็นเรื่องที่ต้องไปทำข่าว

      ส่วนอีกฝ่ายเห็นเป็นการขัดธรรมเนียม  ประเพณีที่ดีงาม  นอกรีตนอกรอย

  แต่แปลกที่เราเองกลับรู้สึกว่าเราเข้าใจเขาและชื่นชมด้วย  ชื่นชมในความกล้าที่จะเลือกชีวิตด้วยตนเองโดยไม่แคร์ต่อกะลาใบใหญ่ที่ครอบพวกเขาไว้มานานนม

      ครั้งหนึ่งเราดูรายการที่นำคู่แต่งงานมาสัมภาษณ์  ฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ชายรูปร่างหน้าตาชนิดไม่กล้าไปสู้ใคร  ส่วนอีกฝ่ายเป็นชายโดยกำเนิดแต่บัดนี้ใจเธอเตลิดมาเป็นหญิง  มีอาชีพเป็นนักร้องสาวสวยประจำวงดนตรีที่ตระเวนแสดงตามงานฉลองต่างๆ

      ทั้งคู่พบกันในงานฉลองงานหนึ่งที่พี่ผู้ชายเขาไปร่วมวงอยู่  เห็นนักร้องสาว(?)บนเวทีก็ตกหลุมรัก  เอาดอกไม้ไปมอบให้  คลั่งไคล้ถึงขนาดตามไปขอเบอร์หลังเวที  พี่นักร้องก็ไม่อยากหลอกลวงให้ช้ำใจ  เลยบอกไปตรงๆว่าเป็นกะเทย!

      แทนที่จะเลิกรา  พี่ผู้ชายรึก็เปล่า  ยังตามตื๊อเรื่อยไปแม้ฝ่าย(ใจเป็น)หญิงจะปฏิเสธสักเท่าไหร่  สุดท้ายก็ใจอ่อน  ยอมตกลงแต่งงานอยู่กินกัน

      เป็นตำนานรักโรแมนติก  ไม่แพ้มหากาพย์เรื่องไหนๆ^^

      เรื่องนี้เป็นกรณีตัวอย่างที่เรารู้สึกว่าเราเข้าใจเขาเอามากๆ  เพราะความรักแรกพบชนิดติดHi-Speedของพี่ผู้ชายนั้นเกิดตั้งแต่เห็นนักร้องสาวที่เข้าใจว่าเป็นหญิงอยู่บนเวที  และแม้จะได้รู้ความจริงจากหลังเวทีว่ามีคำหน้าชื่อเป็น”นาย”เหมือนกัน  แต่พี่เขาก็ไม่หว่นไหวแต่อย่างใด 

      จะเป็นไรไป?  ก็คนเราไม่ได้รักกันด้วยเพศ!!

      ความรัก  ควรเป็นความรู้สึกดีๆที่เรามีให้กับใครสักคนที่รู้สึกว่า”ใช่”

      คือใช่ในความเป็นตัวตนของเขา  ใช่ที่เขามีลักยิ้มเป็นรอยบุ๋มตรงมุมปาก  ใช่ที่เขาสนใจเรื่องของเราเสมอ  ใช่ที่เขาชอบไปทะเลเหมือนเรา  ใช่ที่เขาเล่นดนตรีเก่ง  ใช่ที่เขาอยู่กับเราเวลาไม่มีใคร  และใช่ที่เขาเข้าใจเรา  ไม่ใช่เพราะว่าเขาเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย

      ไม่ใช่เหรอ?

      เป็นสิ่งผิดบาปด้วยหรือที่คนเราจะมีความรู้สึกตรงข้ามกับที่อวัยวะใต้สะดือกำหนดไว้?

      เราอ่านสัมภาษณ์น้องปอย-ตรีชฎา  มาลยาภรณ์  Miss  Tiffany  และ  Miss  International  Queen 2004  ใน a day  85  แล้วรู้สึกประทับใจกับประโยคที่เธอบอกว่า

      “แม่ปอยปลูกฝังมาตลอดว่าถ้าเรารักที่จะเป็นผู้หญิงจริงๆขนาดนี้แล้ว  แม่ก็อยากให้ปอยเป็นผู้หญิงจริงๆ  แม่ไม่อยากให้ปอยทำตัววี้ดว้าย  มันเลยทำให้ปอยมีบุคลิกเหมือนผู้หญิงมาตั้งแต่เด็กๆ”

      เราเองก็แอบชอบน้องปอยมานาน  ด้วยเหตุที่ว่าตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยเห็นกะเทยสวยและเรียบร้อยได้ขนาดนี้  อ่านแล้วก็เข้าใจเลยว่าทำไมเธอถึงดูนุ่มนวลกว่าผู้หญิงบางคนซะอีก!

      กรณีแม่ของน้องปอย  ถือเป็นแม่ที่เข้าใจและเลี้ยงลูกได้ถูกทางมากๆ - ในความคิดเรานะ

      เพราะเมื่อลูกอยากจะเป็นผู้หญิงจริงๆ  นั่นคือสิ่งที่ลูกเลือก  แม่ก็ให้อิสระไม่ห้าม  แต่เมื่อเลือกแล้วก็ต้องทำให้ดีที่สุดด้วย - ถ้าอยากจะเป็นผู้หญิงก็ต้องทำตัวให้สมกับเป็นกุลสตรีจริงๆ

      ด้วยความโชคดีที่มีแม่หัวคิดต่าง  ทำให้น้องปอยสามารถกินฮอร์โมนควบคุมได้ทัน  เติบโตมามีสรีระสวยงามสมใจ  แถมด้วยกริยางดงามสมหญิง  ทุกวันนี้ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเธอประสบความสำเร็จในชีวิต  เป็นที่ยอมรับในสังคม  และเป็นผู้ช่วยแปรเปลี่ยนทัศนคติของสังคมไทยที่มีต่อเพศที่สามให้หมุนไปทางบวกมากขึ้น

      ถ้าเป็นกะเทยแล้ว  “เป็นให้เป็น” จนได้ดีขนาดนี้  เป็นไปเถอะค่ะ!

      จะตุ๊ด  จะแต๋ว  จะเกย์  จะเลส  จะไบ  หรืออะไรก็แล้วแต่

      ขอแค่เป็นให้ดีที่สุดก็แล้วกัน

      หรือคุณว่าไง?

 

ลองBlog

•thep29e167e0816pm0709 19, 2007 • มี 1 ความคิดเห็น

อารมณ์อยากทำBlogพลุ่งพล่านขึ้นมาอีกแล้ว

หลังจากสมัครไว้ตั้งนาน  แต่ยังไม่มีโอกาสได้ทำซักที  หรือทำเดี๋ยวเดียวก็เลิก

ก็ไม่รู้ว่าBlogนี้จะไปได้นานซักแค่ไหน

รู้แต่อารมณ์อยากทำมีอิทธิพลมากพอที่จะทำให้เรามานั่งอยู่หน้าคอมแทนที่จะอ่านหนังสือเตรียมสอบซัมวันมะรืนนี้

อัพไปก็รู้สึกผิด  เสียดายเวลา  แต่บางทีก็ต้องพักผ่อนบ้างเหมือนกัน

ปล.วันนี้ไปสไลด์ผมมา